Single Blog Title

This is a single blog caption

Selamat Menyambut Pesta Songkran 2008

Info PBTM

Tajuk: Selamat Menyambut Pesta Songkran 2008 – 07 Apr 2008

SONGKRAN, satu perayaan Tahun Baru Khon Thai yang harus dikekalkan TRADISINYA. Pada 11 – 13 April 2008 khonthai di Malaysia akan menyambut Pesta Songkran seperti di Kampung Tasek, Perak. Ada juga kawasan yang menganjurkan Pesta Songkran pada 17 – 18 April ini iaitu di Baling dan Padang Peliang, Kedah.

Pulanglah beramai-ramai untuk berkumpul bersama keluarga, menghadiri upacara keagamaan, menghormati orang yang lebih tua dan banyak lagi.

Thai New Year Songkran Festival In
addition to Thailand,
Many people may not yet know that Mon, Burmese, Cambodian or Laos
, as well as ethnic Thai people.
Which is a minority of pihak China India and Burma, such as Tai Lue, Tai Kham,
Tai Khen,
also regard Songkran New Year as a tradition to celebrate the New Year.
Inherited until today, just like us.
Only in Thailand there has been a tradition
And the evolution of Songkran tradition until having a unique identity
Become a special national culture
Until even foreigners are interested
And know this tradition very well.
In ancient times, Thailand, we equated the waning moon of 1 lunar
month on the New Year’s Day.
In the olden days, the winter solstice
was considered the beginning of the year
Later changed according to the Brahman motto
Which has its roots in observing nature
And the production season is on the 1st lunar month 5
or around April
Is the beginning of the new year according to the Thai Himalayas criteria But in the year.
1889 King Chulalongkorn
Has determined that April 1 is New Year’s Day.
Until the year 2483 B.E.,
the Thai government during the reign of P. Pibulsongkram. Announced that
January 1 is New Year’s Day, so since the year
2484 onwards, we have a New Year’s Day falls on
January 1 , which is a count of the New Year’s universal style.
And used until today

วันสงกรานต์ เป็นวันนักขัตฤกษ์
(งานรื่นเริงตามธรรมเนียม หรือฤดูกาล)
ที่สำคัญวันหนึ่งของคนไทย
แต่เดิมถือเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ซึ่งจะตกอยู่ในช่วงวันที่ 13,14 และ 15 เมษายน
เราเรียกว่าวันตรุษ, วันเนา และวันเถลิงศก
ในสมัยที่เรายังมิได้ใช้ปฏิทินสากลเกรกอรี่ วันเหล่านี้
เป็นเหมือนพรมแดนแห่งเวลาอย่างโบราณ
เป็นคติเก่าที่เรารับจากโหราศาสตร์อินเดีย
ที่ถือเอาการโคจรของดวงอาทิตย์ที่เคลื่อนจากราศีหนึ่ง
ไปสู่อีกราศีหนึ่งจนครบ 12 จักรราศี ว่าครบรอบหนึ่งปี
ลักษณะการโคจรของดวงอาทิตย์
และการสมมุติราศีอันนำไปสู่การกำหนดปฏิทินสงกรานต์สมัยโบราณ
แม้จะอยู่ในช่วงเมษายน แต่ก็หาได้ตรงกับวันที่ 13
เมษายนดังเช่นปัจจุบันไม่
เนื่องจากต้องปัดเศษจำนวนวันของแต่ละปี
กระนั้นนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2444 เป็นต้นมา
จึงได้นับวันสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13 เมษายน
ตามปฏิทินเกรกอรี่

แม้ปัจจุบัน เราจะมีการนับวันที่ 1 มกราคม
ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่แบบสากลนิยมตามที่กล่าวมาข้างต้น
แต่ด้วยลักษณะพิเศษและกิจกรรมที่คนในชุมชนได้ถือปฏิบัติสืบเนื่องมาแต่โบราณ
ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญทำทาน
การอุทิศส่วนกุศลแด่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ การสรงน้ำพระ
การรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ การเล่นสาดน้ำ
และการละเล่นรื่นเริงต่างๆ
ล้วนทำให้ชาวไทยส่วนใหญ่ยังถือประเพณีสงกรานต์เป็นปีใหม่แบบไทยๆ
ที่เป็นเทศกาลแห่งความเอื้ออาทร เกื้อกูลผูกพันซึ่งกัน และกัน
คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสฤต
แปลว่า “ก้าวขึ้น” หรือ “ผ่าน” หรือ “เคลื่อนย้าย”
หมายถึง
การเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์เข้าไปในจักรราศีใดราศีหนึ่ง
จะเป็นราศีใดก็ได้ เช่น ราศีพฤษ ราศีเมถุน
ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นทุกเดือน
เรียกว่าสงกรานต์เดือน แต่ในที่นี้ จะหมายเฉพาะวัน
และเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ
ในเดือนเมษายนเท่านั้น จึงจะเรียกว่า
“วันมหาสงกรานต์” อันหมายถึงการก้าวขึ้นครั้งใหญ่
นั่นคือ ดวงอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีเมษ
ในรอบปีใหม่นั่นเอง
ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่ทางสุริยคติในทางโหราศาสตร์
อันจะตกในราววันที่ 13, 14 หรือ 15 เมษายน
แต่ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในวันที่ 13 เมษายน
ถัดจากวันมหาสงกรานต์ ก็จะเป็นวันที่เรียกว่า
“วันเนา” แปลว่า วันอยู่ หมายถึง
วันที่ดวงอาทิตย์เข้าเคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษอันเป็นราศีตั้งต้นปี
เข้าที่เข้าทางแล้ว

ส่วน “วันเถลิงศก”
คือวันที่สามถัดจากวันมหาสงกรานต์
เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ซึ่งทางล้านนาเรียกว่า
“วันพญาวัน” ถือเป็นวันเริ่มปีใหม่หรือศักราชใหม่
วันมหาสงกรานต์ วันเนา และวันเถลิงศกนี้ ในแต่ละปี
หากอ่านตามประกาศสงกรานต์ อาจจะไม่ตรงตามวันที่
13, 14 และ 15 เมษายนทีเดียว
อาจจะมีความคลาดเคลื่อนไปบ้างนิดหน่อย
ตามการคำนวณทางโหราศาสตร์

อย่างไรก็ดี ทางราชการก็ได้กำหนดให้ วันที่
13 เมษายนของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ
ตามมติครม.เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2525
เพื่อให้ลูกหลานได้เล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ
ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นบุพการี ผู้อาวุโส
หรือผู้ใหญ่ในชุมชนที่เคยทำคุณประโยชน์แก่สังคมนั้นๆมาแล้ว
ในปัจจุบันด้วยวิทยาการ
และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปมาก
ทำให้คนมีอายุยืนยาวขึ้น
ต่อไปรัฐคงจะต้องวางแผนหามาตรการระยะยาวที่จะส่งเสริม
และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในด้านต่างๆ
ไว้ด้วยไม่ว่าจะเป็น เรื่องสุขภาพอนามัย การศึกษา
สังคมวัฒนธรรม และสวัสดิการต่างๆ
เพื่อมิให้ผู้สูงอายุกลายเป็นภาระของสังคมในอนาคต
แต่ทั้งนี้
พวกเราบุตรหลานก็ต้องมีส่วนช่วยในการดูแลและเอาใจใส่ต่อผู้สูงอายุที่เกี่ยวข้องกับเรา
ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุเองก็ต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับวัย
และทำตนเป็นที่พึงเคารพนับถือด้วย

นอกจากวันผู้สูงอายุแห่งชาติแล้ว
รัฐบาลยังได้มีมติเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2532
กำหนดให้วันที่ 14 เมษายนของทุกปี เป็น
“วันครอบครัว”
ด้วยเห็นว่าช่วงดังกล่าวเป็นระยะเวลาที่ประชาชนส่วนใหญ่
จะเดินทางกลับไปหาครอบครัวอยู่แล้ว
จึงเป็นช่วงเวลาแห่งความรัก ความอบอุ่น
ที่จะได้พบกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาและทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว

หากเราจะมองย้อนไปในอดีต
ถึงสิ่งที่ปฏิบัติในวันสงกรานต์ จะเห็นได้ว่าเทศกาลนี้
มีกิจกรรมต่างๆ ที่คนในชุมชนและสังคมทุกเพศ ทุกวัย
และต่างฐานะสามารถมาสมัครสมานสามัคคีทำร่วมกันได้
อาทิ
การพร้อมเพรียงการในการทำความสะอาดบ้านเรือน
ศาสนสถาน หรือสถานศึกษาต่างๆ
การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชนผู้ล่วงลับ
การแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี
การสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์
การปล่อยนกปล่อยปลา
การรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโส
การเล่นสาดน้ำระหว่างหนุ่มๆ สาวๆ เพื่อนๆ
การชมมหรสพหรือการเล่นการละเล่นตามประเพณีท้องถิ่น
เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่า
ประเพณีสงกรานต์เป็นการประสมกลมกลืนของความเชื่อแบบดั้งเดิม
กับความเชื่อทางพุทธศาสนา กล่าวคือ
เดิมคนไทยนับถือผีบรรพบุรุษมีการเซ่นสรวงคารวะบูชา
ต่อมาเมื่อรับพุทธศาสนาเข้ามาก็ไม่ขัดแย้ง
สามารถแสดงความกตัญญูต่อบรรพชนโดยอาศัยพระสงฆ์เป็นคนกลางช่วยติดต่อ
แทนที่จะเซ่นผีโดยตรง ก็ถวายอาหารแด่พระแทน
เพื่อสวดอุทิศส่วนกุศลแก่ญาติผู้ล่วงลับได้ นอกจากนี้
ประเพณีสงกรานต์
ยังสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาในการเชื่อมสายใยครอบครัวและสังคม
อย่างการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ ซึ่งไม่เฉพาะพ่อแม่
ปู่ย่าตายาย
แต่อาจจะเป็นผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใหญ่ในชุมชนก็เป็นแสดงถึงความเคารพผู้อาวุโสกว่า
ทำให้เกิดความปรารถนาดีต่อกัน มีการอภัยซึ่งกันและกัน
อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขในสังคม

กล่าวโดยรวม
การที่ประเพณีสงกรานต์ยังเป็นประเพณีที่เรายังถือปฏิบัติ
และสามารถสืบทอดต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้
ก็เพราะความหมาย คุณค่าที่มีต่อผู้ปฏิบัติ ชุมชน
และสังคม
ซึ่งจากเอกสารเผยแพร่ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติสรุปได้ว่า
คุณค่าต่อครอบครัว ทำให้เกิดความรัก
ความผูกพันในครอบครัว เช่น
สมาชิกในครอบครัวมาทำบุญร่วมกัน
ลูกหลานมารดน้ำขอพรจากพ่อแม่เพื่อเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นปีใหม่
อีกทั้งมีการเตรียมผ้าหรือเสื้อผ้าใหม่มาให้แก่ญาติผู้ใหญ่
เป็นวันแห่งการแสดงความกตัญญูกตเวที
เพราะผู้ทำงานอยู่ห่างไกลได้กลับบ้านมาปรนนิบัติผู้มีพระคุณที่ยังมีชีวิต
หรือทำบุญอุทิศกุศลแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับร่วมกับพี่น้อง
คุณค่าต่อชุมชน
เป็นวันที่ก่อให้เกิดความสมัครสมานในชุมชน เช่น
การได้มาพบปะสังสรรค์ ทำบุญร่วมกันในวัด
ชมการละเล่นสนุกสนาน หรือเล่นสาดน้ำในหมู่เพื่อนฝูง
คนรู้จัก ด้วยมิตรไมตรี เป็นต้น

คุณค่าต่อสังคม
เป็นประเพณีที่ก่อให้เกิดความเอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม
เช่น การทำความสะอาดบ้านเรือน
สิ่งของเครื่องใช้ของตนให้สะอาดหมดจด
เพื่อต้อนรับปีใหม่ด้วยความแจ่มใส เบิกบาน
หรือช่วยทำความสะอาดสาธารณสถานต่างๆ ไม่ว่า
วัดวาอาราม อาคารสถานที่ราชการ เป็นต้น

คุณค่าต่อศาสนา การทำบุญตักบาตร เลี้ยงพระ
ฟังเทศน์, สรงน้ำพระ, ปฏิบัติธรรม
หรือปล่อยนกปล่อยปลา เหล่านี้
ล้วนแล้วแต่เป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา
และเป็นการปฏิบัติที่นำความรุ่งเรืองมาสู่ชีวิตทั้งสิ้น

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคุณค่า
ความหมาย และสาระของประเพณีสงกรานต์
ซึ่งเป็นส่วนดีงามที่พวกเราควรได้ช่วยกันธำรงไว้
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ในยุคนี้
แม้จะมีการจัดประเพณีสงกรานต์
และทำเป็นกิจกรรมใหญ่โตในหลายๆ พื้นที่
แต่กลับไปเน้นในเรื่องความสวยงาม
หรือความสนุกสนาน เช่น การประกวดเทพีสงกรานต์
หรือการสาดน้ำ
ซึ่งนับวันจะกลายเป็นสงครามน้ำที่มีแต่ความรุนแรง
เลยเถิด และก่ออุบัติภัยแก่ผู้เล่นมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ น้ำ และแป้งที่ใช้ในการเล่น
ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ห่างไกลต่อการแสดงคุณค่าทางจิตใจทั้งสิ้น
หลายคนแทนที่จะกลับบ้านไปร่วมกันทำสาธารณกุศล
กลับไปตั้งวงกินเหล้าเมายา
และกลายมาเป็นผู้ก่ออุบัติเหตุสร้างความเดือดร้อนให้แก่ครอบครัวตน
และผู้อื่น

คงจะยังไม่สายเกินไป
หากพวกเราชาวไทยทุกคนจะได้หันกลับมาช่วยกันรณรงค์รักษา
และสืบทอดประเพณีสงกรานต์ของเราไว้
รูปแบบอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ เพื่อให้ทันยุคทันสมัย
แต่คุณค่า และสาระในเรื่องความเอื้ออาทร ความกตัญญู
และน้ำใจไมตรีต่อกัน ยังต้องคงมีความหมายอยู่
การสืบสานประเพณีไม่อาจปล่อยให้เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐเท่านั้น
แต่เป็นเรื่องที่เราทุกคน
โดยเฉพาะชุมชนเจ้าของพื้นที่จะต้องช่วยกันธำรงไว้ให้ลูกหลานของเรา
ไม่เช่นนั้นแล้ว บ้านเราคงจะเหลือแต่ซากประเพณี
ที่อย่าว่าแต่คนต่างชาติจะไม่มาเยือนเลย
แม้แต่พวกเราเองก็คงจะเมินหน้าหนีเช่นกัน