Single Blog Title

This is a single blog caption

Asal-usul Thai & Siam

สยาม – ไทย

The following article akan mention the origin, the place, and the traces of Siam-Thai that are scattered and appear in
various regions, including the origin of the word Siam-Thai. This article I compiled from a book entitled “Siam, Thai, Laos and Khmer” by In the body of this text, it appears that there are many Tai and Thai words and for understanding without having to explain each other.
The point here is that the Tai Tai refers to the Tai people in the past, while Thai people or Thai people (with the Thai suffix) refer
to Thai people living in Thailand today.

Siam trace in various locations

As shown in the historical evidence that has already proven that pihak Tai people are groups of people that have been in the soil.
Territory in southern China first Later, they brought to the south. By descending together many
lines and living in various localities in southern Asia The important Tai people are Tai Lue in twelve.
Panna Tai-ah in Assam, India Tai Yai in Myanmar’s Shan State Including the Tai people living in the area
Kok River basin down to the upper and lower parts of the Chao Phraya River Basin. Including Laos people in the country
Laos, who used to be the same group as the Tai people before And Tai Dam in Vietnam, for example, as mentioned above are groups
Important Tai people, and following us to see that The name of the Tai Go to that place Have changed
How and how it relates to the word “Siam”. We will hold the main theory that Siam is the term used by other groups to refer to Tai means people who are not cities. Such as Chanpanyee in Burmese language, Dengsem in Mon language. Tai people have called themselves Tai since ancient times until reaching the reign of King Rama IV of Rattanakosin. The word Siam means “kingdom”. If
it means that people must use the word Siam


when the Tai people were still in China The Chinese call the Tai people “Sian” or “Siem” (used to be called “Huang Yuan” and “Bai Hai”), a
Chinese term Inferior Tai people are included among them.) When entering the area of ​​Assam. The potassium still exists. And as he had said before that Other people would call Tai people Siam, the people
in PBTM also. Also called the Thais as Siam. But before the Thais came to Assam, they had to
pass the Kachin region of Myanmar And stayed there for a fairly long period of time Siam therefore distorted
into Sam or Sam, the area where the Tai people live in Kachin state is the Turung Panee River Basin. Called Muang Muang Kham Yang, the Tai people therefore call themselves Taithung or Taung Rong or Ta Tai (Tai-Rong), which is the same as Tai Yai when
Arrived in Assam, then Siam then changed to Sam or Sam with, and in the land of Assam in the past Is a city state named Kam, the figure that the people there can’t pronounce, will be substituted instead, but if having
to pronounce, must find another consonant in front of the letter to keep the sound Roller
press that three or Salm when the English would have a value of SAM consonants attributed
face of the terminal, it would not sound out whether the + = at Las Vegas. or Assumption, when combined with three. Will get As a volunteer at the Assumption three or Assam (ASAM), but even then brought in to help them. Kam Kam Shaped people are not able to pronounce as
a volunteer. As a result, the words of the indigenous people are Aram and distorted to become Ahom
. Then admitted that he was by default

Shan State Shan Yai, the

word Sian or Sium, which is a Chinese name used by Thai people When translated into English, it can be said that SIAM, which can be pronounced either Siam or Siam. When Tai people came to live in Burma, the word Siam also comes with,
but in Burmese language, there are letters that can be compared to S. R, which is a specific letter that is pronounced h (for example, in
Thai with a mixed letter, ie, pronounced and pronounced in h). Therefore, the Burmese people pronounce sy, or sh with a comparable sound. But it is harder to understand than Chai, so becomes Chai by pronunciation very little, so Chai is pronounced Ch, so Siamese in Burmese language becomes Chayak or bowl, but because in Burma
there is no spelling. Cham then had to pronounce it as Chan but the spelling was still the same as Siam, but
Pronounce it Chan and call the Tai people call Chan the city where the Tai people live Shan State or Shan State to this day But the Tai people in Shan State call themselves Tai Tai (Tai Luang means Tai Yai) and call their city “Meng Tai”. When Westerners hear the word Chan in Burmese, they transcribe it into a letter that says SHAN, therefore, the words Shan Chan and SHAN are the same words as “Siam”

คนไตในรัฐกะฉิ่นเรียกตัวเองว่า ไตคำตี่หลง (คำตี่ คือ ที่ทองคำ, หลง คือ หลวง) พม่าออกเสียงเป็น คันตีกยี, คันตี คือ คำตี่, กยี คือ ใหญ่ หรือ หลวง, คนไทในเมืองฉิ่งกะลิ่งคำตี่เรียกตัวเองว่า ลูกไต หรือ
ไตคำตี่ ไม่มีหลง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคนไทยจะอยู่ในพื้นที่ใด ชนกลุ่มต่างๆในพม่าก็เรียก ชาน เหมือน
กันหมดแต่อาจจะเพี้ยนบ้างตามความแตกต่างของสำเนียงและอักขระวิธีของแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะเห็นความ
แตกต่างตามตารางดังนี้คือ ภาษามอญ เรียก เซม หรือ ซีม ภาษาพม่า เรียก ชาน ภาษากะฉิ่น เรียก ซาม (ไตเรียกกะฉิ่นว่า ขาง หรือ ข่าขาง) ภาษาว้า (ละว้า) เรียก เชน ส่วนในประเทศจีน ก็มีชนกลุ่ม
น้อยที่ใกล้ชิดคนไตเหนอ(ไตเหนือ)ในเขตปกครองตนเองไต – จิงป่อ และไตลื้อ ในเขตปกครองตนเอง
ไต-สิบสองปันนามาก และมีสำเนียงเรียกคนไทที่ต่างกันคือ ภาษาจิงป่อ เรียก ซาม ภาษาว้า (ละว้า) เรียก เซียม (เรียกไม่ เหมือนพวกว้าในพม่า) ภาษาข่าหมุ หรือ ขมุ เรียก ซยาม (จิงป่อ เป็นพวกเดียว
กับกะฉิ่นในพม่า อยู่ในเขตปกครองตนเอง ไต – จิงป่อ) คนไทในจิงป่อเรียกตัวเองว่า ไตเหนอ (เหนือ) ไทใหญ่เรียกคนไทในจิงป่อว่า ไตแข่ ( แข่แปลว่าจีน ) พม่าเรียก ชานตยก คำว่า ตยก นี้ ในภาษาพม่า
หมายถึงจีน แต่แปลว่าชาวเติร์ก เนื่องจากเมื่อกุบไลข่านยกทัพลงมาตีพุกามนั้น ในกองทัพมีคนเติร์ก มากกว่ามองโกล พม่าจึงเรียกผู้รุกรานที่มาจากทางเหนือในครั้งนั้นว่า ตยก แม้ในสงครามสมัยราช
วงศ์หมิง พม่าก็ยัง คง เรียกกองทัพจากทางเหนือว่า ตยก แล้วจีงเหมารวมเรียกคนจีนว่า ตยก ตั้งแต่
นั้น ภาษามอญเพี้ยนเป็น เจอยจ และ เพี้ยนเป็น เจ๊ก ในภาษาไทย ปัจจุบันภาษามอญยังเรียกคนเชื้อ
ชาติไตรวมทั้งคนไทยทั้งหมดว่า เซม หรือ ซีม เหมือนกันหมดโดยไม่แบ่งว่าจะเป็นคนไตในท้องที่ใด แต่
สำหรับประเทศไทยปัจจุบัน พม่าแบ่งเรียกคนไทยทางตอนใต้ลงมา (ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา) ว่า โยเดีย
(คือ อยุธยา ) และเรียกคนไทยทางเหนือขึ้นไปว่า ชานยวน หรือ ยูน หรือโยน ( คือ โยนก ) รวมทั้ง
เรียกคนไตในจีนและที่อื่นๆว่า ชาน เหมือนกันทั้งหมด

ในรัฐฉาน หรือเมิงไตนั้น ยังมีเมืองสำคัญและเก่าแก่อยู่เมืองหนึ่งคือ เมืองแสนหวี ซึ่งในอดีต เมืองนี้
เคยเป็นอาณาจักร มาก่อนคือ อาณาจักรไตมาว หรือแสนหวี มีชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า -เมิงสิรีวิลาศะมหากัมโปจาเสนกนี กอสัมปีหรือสิริวิลาศมหากัมโพชาสังฆีโกสามพ
เรียกง่ายๆว่ากอสัมปี หรือโกสามพี ซึ่งใช้เรียกรัฐฉานได้ทั้งหมด เพราะโกสามพีมีประวัติที่ยาวไกลและ
สืบสาวได้ถึงประมาณค.ศ.1200 และพม่าเรียกเมืองนี้ว่า โกชานปญี หมายถึงเมืองชาน (ไต) ทั้งเก้า
(โก=เก้า, ปญี=เมือง, ชาน=ไต, ทั้งหมดจึงแปลความได้ว่า รัฐของเมืองไททั้งเก้า) เนื่องจากในสมัยอา
ณาจักรแสนหวีนั้น มีการปกครองแบบสหพันธนครรัฐ มีเมืองที่อยู่ใน อาณาจักร 9 เมือง มีเจ้าฟ้าปก
ครอง แต่ละเมืองก็จะมีเมืองขึ้นของตัวเอง มากบ้างน้อยบ้าง คำว่า โก จึงหมายถึง 9, สาม หมายถึง
สยาม, พี หมายถึงเมือง และคำว่า สามนั้น ในภายหลังจึงเพี้ยนเป็น เสียน และแสน ส่วนคำว่า พี นั้น
ก็เพี้ยนเป็น วี ตามหลักการแทนอักษรในภาษาบาลี เมี่อตัด โก ออกจึงเป็น สามพี และพัฒนาจนกลาย
เป็น แสนหวี ในที่สุด

ปัจจุบันไม่ปรากฎว่ามีการใช้คำ ลาวเฉียง หลงเหลืออยู่ในภาษาไทยแต่อย่างใด แต่ในสมัยโบราณ คำนี้
ได้ใช้เรียกคนไทอยู่ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 หมายถึงคนไทที่อยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปในเขตพายัพ ซึ่งคน
ไทยทางใต้เรียกพวกนี้ว่า ลาวเฉียง หมายรวมถึงคนไทยในภาคพายัพคือล้านนาทั้งหมด รวมถึงทางตะ
วันออกของพายัพคือบริเวณแพร่ น่าน ด้วย มีชื่อ เรียกเป็นทางการว่า มณฑลลาวเฉียง ภายหลังจึง
เปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลพายัพ ส่วนลาวที่อยู่ทางตะวันออกไกลออกไป เรียกว่า ลาวกาว

ลาวเฉียงยังแบ่งออกเป็นลาวโยนอีก หมายถึงภาคตะวันตกของพายัพ ประกอบด้วยเชียงใหม่ ลำพูน ลำ
ปาง แต่คำ ลาวเฉียง ก็ยังคงหมายถึงล้านนาโดยรวมอยู่นั่นเอง และ คำเฉียง หมายถึงภาษาล้านนา ส่วนคำ ลาวโยน ซึ่งบางครั้ง เรียก ยวน หมายถึงโยนก คือล้านนาในปัจจุบัน ลิลิตยวนพ่ายที่แต่งในสมัย
อยุธยาก็หมายถึงล้านนาพ่าย ไม่ใช่ ญวนพ่ายต่อมาเมื่อเกิดความสับสนระหว่างยวนและญวน จึงไม่ใช้
ยวนเพื่อเรียกแทนคนไทล้านนาอีก แต่คนทางใต้ก็มักจะเรียกคน ทางล้านนาว่า ลาวล้านนา ซึ่งชาวล้าน
นาก็ไม่ชอบให้ใครเรียกเช่นนั้น เพราะถือว่าเป็นการดูถูกเหยียบย่ำกันทางเชื้อชาติ และยังถือว่าตัวเอง
เป็นคนไทพวกหนึ่ง ไม่ใช่ลาว แม้แต่คนลาวเองก็ไม่นับเอาเป็นพวกเพราะถือว่าพวกนี้ไม่ใช่ลาว คนไท ล้านนาจึงเรียกตัวเองว่า คนเมือง ซึ่งหมายถึงคนที่อยู่ในเมือง คำว่า เฉียง นี้ คนเมืองรับเอามาจากอิท
ธิพลพม่า สมัยที่ยังอยู่ในปกครองของพม่า โดยรับเอาคำว่า ชาน ของพม่ามา แต่ เขียนด้วยวิธีพม่าคือ สยำ แต่ใช้วิธีออกเสียงของชาวล้านนา สยำ ออกเสียงว่า เสง หรือเสียง คำสะกดจึงเป็นแม่กง ไม่ใช่แม่ กมหรือแม่กนเหมือนอย่างชาวบ้านเขา อักษร สย ก็ออกเสียงเหมือนพม่าคือเป็นเสียง ช, สยำ ในภาษา
ล้านนาจึงกลายเป็น เชียง เมื่อออกเสียงสูงตามสำเนียงล้านนาจึงกลายเป็น เฉียง

สยามในภาษาเขมร เนะ สยำกุก ( นี่คือชาวสยามแห่งลุ่มแม่น้ำกก )
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เขมร เรียกคนไทว่า สยำ ออกเสียงว่า เซียม, เซม, ซีม ตามความแตกต่าง
ของแต่ละพื้นที่ เรียกไทใหญ่ว่า เซียมธม (ธม แปลว่า ใหญ่) ที่ระเบียงนอกของวิหารนครวัต พบภาพ
สลักซึ่งบ่งบอกได้แน่นอนว่าหมายถึงคนสยาม ภาพดังกล่าวก็ได้มีการสลักบอกไว้ด้วยว่า เนะ สยำกุก แปลว่า นี่คือชาวสยาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพพระเจ้าสุริย วรมันที่ 2 ที่ยกไปรบกับอาณาจักรจาม
แต่ผู้ที่ศึกษาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ในยุคแรกนั้น ยังเป็นฝรั่งเสียเป็นส่วนใหญ่ ที่สำคัญคือ นาย
ยอร์ช เซเดย์ แต่ส่วนมากก็ไม่ได้ศึกษาให้ลึกลงไปในรายละเอียด ทำให้มีการสรุปกันตามประสาฝรั่งที่
ไม่รู้ถึง วัฒนธรรมเก่าแก่ของเอเซียมากนัก ต่อมาจึงทำให้นักศึกษาประวัติศาสตร์ชาวไทยต่างพากัน
เชื่อฝรั่งกันไปหมด โดยสรุปกันออกมาว่า ชาวไทยในภาพนั้นคือนักรบรับจ้าง และยังมีปัญหาที่ยังคิด
กันไม่ออกคือ คำว่ากุก หมายถึงอะไร บางท่านว่า สยามมกุฏ น่าจะมาจากคำนี้

เมื่อพิจารณาถึงการออกเสียงตามอักขระวิธีของเขมรแล้ว จะพบว่า สระอุ ในภาษาเขมรออกเสียง โอะ ดังนั้น กุก จึงออก เสียงว่า โกก เมื่อเป็นสระลดรูปในภาษาไทยจึงกลายเป็น กก ดังนั้น คำที่เขียนว่า สยำกุกในภาษาเขมรจึงออกเสียงว่า เซียมกก แน่นอนว่าเซียมคือสยาม แล้วกกหมายถึงอะไรเมื่อพิจาร
ณาถึงเครื่องแต่งกายที่ปรากฎอยู่ในภาพนั้น แล้วเทียบกับวรรณคดีเรื่องท้าวฮุ่งก็จะพบว่า เป็นเครื่อง
แต่งกาย ของคนที่อยู่ทางลุ่มแม่น้ำกก ซึ่งบรรยายลักษณะเครื่องแต่งกายของคนไทในสมัยนั้นเอาไว้ ซึ่ง
มีความคล้ายคลึงกันมาก รวมทั้งการใช้เครื่องประดับเพื่อแสดงฐานะทางสังคม ที่สำคัญคือ ร่ม ซึ่งเป็น
เครื่องบ่งบอกฐานะของคนในยุคโบราณ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ทางตอนเหนือรวมถึงในสมัยท้าวฮุ่งด้วย การเรียกคนไตในสมัยโบราณก็อาจจะแบ่งเรียกตามพื้นที่ที่อาศัยอยู่เช่น ไตรง คือ คนไตที่อยู่ทางแม่น้ำ
ตุรุงปานี ไตอาหมในอัสสัม จึงไม่แปลกอะไรถ้า สยำกุก(เซียมกก) จะหมายถึงคนไตที่อยู่ทางลุ่มแม่น้ำ
กก กองทหารดังกล่าวก็คือทหารจากลุ่มแม่น้ำกก ลงมาช่วยเขมรรบกับจาม ซี่งคนไทก็ได้ประโยชน์ด้วย เพราะในเวลานั้นคนไททางเหนือก็กำลังมีสงครามติดพันอยู่กับจามเหมือนกัน กองทหารดังกล่าวจึงไม่
น่าเป็นกองทหารรับจ้างรบ เพราะเขมรคงจะมีความภูมิใจในกองทหารกองนี้มิใช่ น้อย ถึงกับต้องสลัก
ภาพเอาไว้อย่าง วิจิตรบรรจง ประนีตสวยงาม และบอกเอาไว้ด้วยความยกย่องว่า เนะ สยำกุก

คนจีนเคยเรียกคนไทว่า ส้าน และเรียกรัฐฉานว่า ส้านปู้ มีอยู่ในพงศาวดารฮั่นเมื่อประมาณพ.ศ.568 ซึ่งได้รวบรวมเรื่อง ของส้านไว้ในหมวดคนป่า คนเถื่อนที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้แถบมณฑลยูนนาน และความดังกล่าวได้ปรากฎเป็นบท แทรก อยู่ในเรื่องของประเทศอายหลาว หรือ อ้ายลาว อาณาเขต
ของส้าน (ประมาณพ.ศ. 650)ครอบคลุมตอนบนของประ เทศพม่าในรัฐกะฉิ่น และติดต่อกับมณฑล
ยูนนานของจีนซึ่งอยู่ในเขตปกครองตนเอง ไต – จิงป่อ (ปัจจุบันเป็นถิ่นฐาน ของชาวไต ตามชื่อที่ใช้
เรียกนั้น) อาณาเขตของส้านในเขตพม่าดังกล่าวหมายถึงไตมาวโหลง ซึ่งกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นอาณา
จักรแสนหวีในระยะต้นนั่นเอง ทางตะวันตกเฉียงใต้มีทางคมนาคมที่สามารถติดต่อได้ถึงทะเลเมดิเตอ
เรเนียน หลังพ.ศ.650 เป็นต้นมา คำว่าส้านก็หายไปจากบันทึกของจีนเป็นเวลานานมาก เพราะจีน เปลี่ยนมาเรียกคนไทว่า ฮวนนั้ง และไป่อี๋ซึ่งมีความหมายว่าคนป่า ไม่มีวัฒนธรรม ตามธรรมเนียมของ
ผู้ที่มีอิทธิพลหรือความเจริญที่เหนือกว่า ซึ่งมักจะเรียกผู้ที่ด้อยกว่าในแนวความหมายดังกล่าว คำว่าส้าน มีปรากฎในบันทึกของจีนอีกครั้งในราวพ.ศ. 1400 แต่เปลี่ยนเป็น ถาน แต่ก็ยังเป็นเรื่องของชนชาว
ป่าอยู่นั่นเอง ประมาณพ.ศ. 1800 คำว่าส้าน หรือ ถาน จึงหมายถึงสถานที่หรือเมืองของพวกไป่อี๋ ซึ่ง
คนจีนใช้เรียกคนไททางตอนบนของพม่าต่อเขตยูนนานจนถึงยุคสาธารณรัฐ จึงเปลี่ยนมาเรียก ไต ตามอย่างคนไทที่เรียก ตัวเองว่า ไต คำว่าส้านหรือ ส่าน ในภาษาจีนแปลว่าเมือง ในภาษาหนานเจ้า
แปลว่า ลุ่มน้ำ คนจีนได้เอาความหมายทั้งสอง รวมเข้ามาไว้ในคำเดียวกันแปลว่า เมืองที่ตั้งอยู่บริเวณ
ลุ่ม น้ำ เนื่องจากคนไทตั้งแต่สมัยโบราณก็มักจะตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ กับแหล่งน้ำอยู่แล้ว คำว่าส่าน ใน
ที่นี้คงหมายความเฉพาะคนไทที่อยู่รอบๆประเทศไทยในปัจจุบันเท่านั้น เมี่อจีนได้คบค้ากับสุโขทัย ซึ่ง
ก่อตั้งเป็นอาณาจักรขึ้นมาแล้ว จีนก็เรียกว่า เซียน ตามอย่างเขมร จามปาและมอญ ที่เรียกคนไทฃว่า
เซียม แต่ในขณะเดียวกันจีนก็ยังคงเรียกไทใหญ่ – ไทเมาว่าส้านอยู่เหมือนเดิม ประเทศเซียนที่คนจีน
ใช้เรียกนั้นหมายถึงอาณาจักรสุโขทัย แต่เมืองที่อยู่ต่ำลงมาจากปากแม่น้ำปิงนั้น จีนเรียกว่า หลอหู
(ละโว้) ในสมัยต่อมา เมื่อมีการรวมดินแดนลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำเจ้าพระยาเข้าไว้ด้วยกันแล้ว จีนจึงเรียก
ใหม่ว่าเซียนหลอหู ซึ่งใช้เรียกประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน คำว่าเซียนนี้ มีที่มาต่างจากคำว่าส้าน เซียน
เป็นคำที่มีความหมายในทางที่ดีคือ พระ อาทิตย์ขึ้น ซึ่งพ้องกันพอดีกีบความหมายของ สุโขทัย ซึ่งก็
แปลว่าพระอาทิตย์ขึ้น (อย่างมีความสุข) เหมือนกัน ดังนั้น คำว่าเซียนและส้าน จึงเป็นคำคนละคำ
กันอย่างเด็ดขาด มีที่มาและความหมายคนละอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคำก็คือพัฒ นาการของ
คำว่า สยาม ซึ่งหมายถึงคนไทอยู่นั่นเอง

การออกเสียงเซียนของคนจีนนั้น ก็คงจะเหมือนกับพม่าคือ ในบางพื้นที่ภาษาจีนจะไม่มีตัวสะกดแม่กม จึงต้องออกเสียงว่า เซียน แต่เมื่อเอาตัวอักษรตัวเดียวกันนี้ไปให้คนจีนทางใต้ซึ่งมีตัวสะกดแม่กมอ่าน
ก็จะได้เสียงว่า เสี่ยม-สิ่ม-เซียม ทั้งนี้ เพราะเป็นภาษาจีนที่มีตัวสะกดแม่กมนั่นเอง ถึงตรงนี้เราจึงพอ
สรุปได้แล้วว่า คำว่าสยาม ที่ออกเสียงแตกต่างกัน ต่างๆนาๆในหลายพื้นที่นั้น คำดั้งเดิมน่าจะเป็นคำ
ที่มีพยัญชนะต้นเป็น ซ หรือ ส หรือ สย และมีตัวสะกดเป็นแม่กม มี รูปสระคือ เอ-อี-เอีย เมื่อประ
กอบเป็นคำก็จะเป็น เซียม-เสียม-เสยียม-สยาม-ซาม-เซม-ซีม เป็นต้น เคยมีคนตั้งข้อสังเกตุว่า คำ
ส้าน ภาษาหนานเจ้าที่แปลว่าลุ่มน้ำ และในภาษาจีนที่แปลว่าเมือง ซึ่งจีนนำเอาความหมายทั้ง สองมา
ไว้ในคำๆเดียว ซึ่งมีความหมายว่าเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำนั้น น่าจะเป็นการถ่ายเสียงมาจากคำว่าเชียง เชง หรือเจง ซึ่งแปลว่าเมืองเหมือนกัน แต่เราได้ข้อสรุปแล้วว่า เซียม-เซียน เป็นคำที่มีตัวสะกดเป็นแม่
กมมาแต่เดิม ดังนั้น การถ่ายเสียงจากแม่กงหรือแม่กนจึงไม่น่าเป็นไปได้

ก่อนที่เราจะตามล่าหาที่มาของคำว่าสยามกันต่อไปนั้น อยากจะขอสรุปเอาไว้ชั้นหนึ่งก่อนว่า ชนชาติ
ต่างๆในเอเซียที่มีคน ไท – ไต อพยพเข้าไปอยู่นั้น เรียกคนไท – ไต ว่าอย่างไรกันบ้าง ตามตารางดังนี้


กะฉิ่น ( ในยูนนาน)ซาม
อะฉ่าง ในพม่าซาม
ปะหล่อง ในพม่าซิ อาม
ข่าหมุ ในยูนนานซ-ยาม
ละว้า ในยูนนานเซียม
ละว้า ในพม่าเซน
มอญเซม, ซีม
จีนแต้จิ๋วเซี้ยง (ไทใหญ่)เสี่ยม
เขมรเซียม, เซม, ซีม
เวียดนามเซียม, ซีม
จามเซียม, ซยีม

เคยมีนักปราชญ์บางท่านตั้งข้อสันนิจฐานไว้ว่า สยาม น่าจะมาจากคำว่า ศยม ในภาษาสันสกฤษ ซึ่ง
แปลว่า ดี เลิศ ประเสริฐศรี อะไรเทือกนั้น แต่เราก็ได้ข้อสรุปมาแล้วว่า คำ สยาม นั้น มีที่มาจากทาง
ตอนใต้ของจีน ไม่ใช่ทางอินเดีย และสะกดด้วย ส ไม่ใช่ ศ ทฤษฏีดังกล่าวจึงต้องตกไปมีคำอยู่คำหนึ่ง เรียกว่า ซำ ปัจจุบันจะพบคำนี้เฉพาะที่เป็นชื่อเมืองในประเทศลาวเท่านั้น คือ ซำเหนือและซำใต้ โดย
ยังไม่พบว่ามีการใช้คำนี้ในที่ใดๆในปัจจุบัน แต่ความหมายของคำๆนี้ก็ยังคงอยู่ นั่นคือ หมายถึงที่ๆ
มีน้ำซึมออก มาจากดิน บางที่ก็กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง และเก็บน้ำได้เพียงพอแก่การดำรงชีพ ตาม
หลักฐานของจีนโบราณก็บ่งบอกว่า คนสยามชอบตั้งหลักแหล่งอยู่ตามซำ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายแห่ง
ทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน คนทั่วไปจึง เรียกคนที่อยู่ตามซำว่า คนซำ ตามแหล่งที่อยู่ในสมัยต่อ
มา พวกซำกลายเป็นพวกแรก (ที่ไม่ใช่จีน) ที่สามารถพัฒนาตนเองจนพ้นสภาพการดำรงชีพแบบ PRIMITIVE เริ่มมีการพัฒนาทางด้านการเกษตร โดยใช้เทคโนโลยี่ใหม่ๆเข้ามาช่วย เริ่มมีการจับจอง
ที่ดิน และหวงแหนที่ดินสร้างระบบปกครองแบบสังคมเมือง และการอยู่รวมกันแทนการอยู่แบบต่าง
คนต่างอยู่ในแต่ละครอบครัวอย่างแต่ก่อน ทำให้ คนสยามเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น และได้แตกหน่อ
ถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่อาจปักใจเชื่อได้ว่า สยามคือคำที่มีที่มาจากคำว่า ซำ ดังกล่าว แต่ในขณะที่
ยังไม่มีทฤษฏีใดที่ดีกว่านี้ ข้าพเจ้าก็อยากจะขออนุมานเอาทฤษฏีนี้ตั้งไว้เป็นบรรทัดฐานก่อน จนกว่า
จะมีทฤษฏีที่ดีกว่ามาหักล้าง เราก็อาจจะมา ทำการศึกษากันใหม่อีกครั้ง ขอให้ท่านผู้อ่านโปรดใช้วิจาร
ณญานของท่านในการอ่าน และในการที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อใน ทฤษฏีดังกล่าว

ความหมายของคำว่า ไท
ในสมัยที่คนไทยังอยู่ในจีนนั้น คนจีนเรียกคนไทด้วยความดูถูกเหยียดหยามว่า ฮวนนั้งบ้าง ไป่อี๋บ้าง ซึ่งเป็นคำที่หมาย ถึงคนป่า คนไม่มีวัฒนธรรม หรือบางครั้งก็ถูกกดลงไปต่ำจนเหมือนไม่ใช่คน ซึ่ง
ล้วนเป็นคำที่มีความหมายที่ไม่ดีทั้งสิ้น เมื่อคนไทถูกเรียกแบบนั้นหนักเข้า ก็เกิดความกดดัน และต้อง
การประกาศตัวว่าเป็นคนไม่ใช่สัตว์ เป็นไทไม่ใช่ ไป่อี๋, ไท ในสมัยนั้นจึงมีความหมายว่า คน (PEOPLE) คือคนที่อยู่กันอย่างมีสังคม ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตพันธุ์หนึ่งที่อยู่กันแบบ PRIMITIVE

บันทึกต่างๆในสมัยโบราณ ทั้งในวรรณคดีเรื่องท้าวฮุ่ง ตำนานสิงหนวัต ต่างก็เคยใช้คำว่า ไท ในความ
หมายที่หมายถึง คน ซึ่งน่าที่จะเป็นหลักฐานได้ว่า ไท เคยมีความหมายว่า คน มาก่อน สมัยราชวงศ์ถัง คนจีนมีความอ่อนแอ จีงถูกคนไทที่อยู่ทางตอนใต้ยึดอำนาจ ถึงแม้จะยึดได้เพียงยูนนาน แต่ก็ถือว่าเป็น
ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เพราะไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน แม้แต่ราชสำนักที่อยู่เมืองหลวงยังต้องยอมเรียกคน
ไทว่า ไต ในภาษาจีนออกเสียงว่า ต้า และเรียกเมืองที่คนไตอยู่ว่าต้าหมิง หรือ ต้าเหมิง สรุปได้ว่า ไต น่าจะเป็นคำที่เกิดมาจากคนไตเอง เพราะถ้าเป็นคำที่เกิดจากคนจีนแล้ว คนจีนจะไม่ ยอมตั้งชื่อใคร ให้
มีความหมายที่ดีแบบนั้นแน่นอน และคำว่าไตในสมัยแรกๆนั้น มีความหมายเพียงเพื่อแสดงฐานะความ
เป็นคน (PEOPLE) เท่านั้น ต่อมา เมื่อคนไทมีนิสัยรักความอิสระเสรี ไทจึงมีความหมายว่า อิสระ ในสมัย